ขอนแก่น พ่อพลทหารถูกไอ้ต้องทำร้ายตายคาห้องขังเข้าแจ้งความเอาผิดตำรวจ

417

พ่อพลทหารถูกไอ้ต้องหลอนยาบ้าทำร้ายตายคาห้องควบคุมโรงพัก เดินทางขอดูกล้องวงจรปิดห้องขัง ก่อนแจ้งความร้องทุกข์ ให้สืบสวนความบกพร่องของตำรวจ สภ.น้ำพอง ส่วนสาเหตุการตายไม่ติดใจแล้วเตรียมเผาศพลูกชายพรุ่งนี้ ด้านอดีต ผกก.รุดเคารพศพที่วัด ขณะที่ผู้การฯตำรวจสั่งตั้งกรรมการตรวจสอบผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดต้องได้คำตอบใน 15 วัน



เมื่อเวลา 16.00 น.วันที่ 24 มีนาคม 2563 ที่สภ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น เรือตรีมงคล ศรีพุทธา อายุ 48 ปี พ่อของพลทหาร กฤษณรงค์ ศรีพุทธา อายุ 22 ปี  ทหารเกณฑ์ค่าย มทบ.11ซึ่งถูกทำร้ายตายในห้องขัง สภ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น พร้อมญาติพี่น้องเดินทางเข้าเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.น้ำพอง  เพื่อขอดูกล้องวงจรปิด และเข้าแจ้งความร้องทุกข์ ให้มีการตรวจสอบการทำงานของสิบเวรยามและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรในช่วงวันเวลาที่ลูกชายตาย

 ซึ่งพ.ต.ท.อภินันท์ รักศิลป์ รองผกก.สอบสวน สภ.น้ำพอง พาดูกล้องวงจรปิดของห้องขังที่ตั้งอยู่ภายในห้องสื่อสาร สภ.น้ำพอง และดูภายในบริเวณห้องควบคุมของสภ.น้ำพอง ในส่วนของห้องควบคุมผู้ต้องขังนั้น ประตูชั้นแรกจะเป็นประตูกระจก เมื่อผ่านประตูกระจกเข้าไปจะเป็นโต๊ะสิบเวร จากนั้นจะเป็นประตูเข้าห้องควบคุม และภายในห้องควบคุมจะมีห้องขัง รวมทั้งหมด 3 ห้อง คือห้องขังรวม และห้องขังชาย หญิง  โดยห้องควบคุมจุดที่เกิดเหตุ ที่พลทหารถูกผู้ต้องขังด้วยกันทำร้ายจนตายนั้น เป็นห้องขังรวมซึ่งอยู่ตรงกลาง และอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของสิบเวร  ส่วนประตูกระจกนั้น จะกั้นระหว่างทางเข้าห้องขังชั้นแรก กับห้องรับแจ้งความร้องทุกข์ สำหรับประชาชนที่มาติดต่อราชการ

ภายหลังดูกล้องวงจรปิด และดูห้องขังจุดที่เกดเหตุแล้ว เรือตรีมงคล ศรีพุทธา อายุ 48 ปี พ่อของพลทหาร กฤษณรงค์ ได้แจ้งความร้องทุกข์กับ ร.ต.อ.ถาวร เหลาแพง รองสว.(สอบสวน)สภ.น้ำพอง  เพื่อให้มีการตรวจสอบการทำงานของสิบเวร และเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายที่เข้าเวรในช่วงวันเวลาที่เกิดเหตุทุกนาย ว่ามีความประมาท บกพร่องอย่างไร

จากนั้น เรือตรีมงคล ศรีพุทธา อายุ 48 ปี พ่อของพลทหาร กฤษณรงค์ ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า ได้ดูกล้อวงจรปิดแล้วและเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว ทำให้ทราบแล้วว่า คนที่ทำให้ลูกชายตายคือนายนิวัฒน์ เทพแก้ว อายุ 30 ปี ผู้ต้องหาอีกรายที่ควบคุมตัวอยู่ในห้องเดียวกันทำร้ายจนเสียชีวิต และไม่ติดใจสาเหตุการตายแล้ว เพราะจากการดูกล้องวงจรปิด ทำให้เห็นว่า ขณะลูกชายนั่งกินข้าว ก็ถูกนายนิวัฒน์ เตะที่ปลายคางจนหงาย และกระทืบซ้ำหลายครั้งจากนั้น ใช้เท้าเหยียบที่ลำคอจนสิ้นใจ แล้วนำร่างลูกชายไปโยนไว้ในส้วมภายในห้องขัง ซึ่งในกรณีการตายถือว่าได้เคลียร์แล้วและไม่ติดใจแล้ว และจะมีการประกอบพิธีฌาปนกิจศพลูกชายตามประเพณีต่อไป คือจะมีการเผาศพลูกชายที่สัดโพธิ์ไชยในวันที่ 25 มีนาคมที่จะถึงนี้ การตายของลูกชายนั้นผมเห็นเหตุการณ์จากกล้องวงจรปิดแล้วไม่ติดใจสงสัยแล้ว แต่ติดใจสงสัยการทำงานของสิบเวรและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้าเวรอยู่ในขณะนั้นว่า เกิดอะไรขึ้น และทำอะไรอยู่ทำไม ไม่รู้ไม่เห็นต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องการให้มีการสืบสวนสอบสวนในเหตุการณ์ดังกล่าวว่า เกิดขึ้นจากความประมาทหรือบกพร่องของใคร

และในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้ พ.ต.อ.อนุศักดิ์ ศักดาวัชรานนท์ อดีต ผกก.สภ.น้ำพอง ซึ่งถูกย้ายไปช่วยราชการที่ศปก.ภ.จว.ขอนแก่น หลังเกิดเหตุผู้ต้องขังทำร้ายกันตายในห้องขัง พร้อมเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.น้ำพองอีกหลายนาย เข้าเคารพศพผู้ตายที่วัดโพธิ์ไชยด้วย

ทางด้าน พล.ต.ต.พุฒิพงศ์ มุสิกูล ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดขอนแก่น กล่าวว่า ได้รับรายงานจาก พ.ต.อ.อนุศักดิ์ ศักดาวัชรานนท์ ผกก.สภ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ในช่วงเที่ยงครึ่งของวันเกิดเหตุ คือวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ว่ามีเหตุผู้ต้องหาทำร้ายร่างกายกัน และมีผู้ต้องหาเสียชีวิต 1 ราย ภายในห้องควบคุมตัว ซึ่งทราบว่าผู้ต้องหาที่ลงมือฆ่านั้นคือนายนิวัฒน์ เทพแก้ว หรือนายต้อง อายุ 30 ปี ชาวบ้านดงเย็น ต.บัวเงิน อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น ถูกจับด้วยคดียาเสพติด และเป็นผู้ต้องหาคนเดียวกันกับที่ใช้อาวุธมีดเข้าไปไล่ทำร้ายนักเรียนชาย ชั้น ม.4 จนบาดเจ็บสาหัส เมื่อผู้ต้องหาอยู่ในห้องควบคุม จะต้องมีสิบเวรดูแลอยู่ตลอดเวลา โดยก่อนเกิดเหตุ 10 นาที สิบเวรได้นำอาหารไปให้ผู้ต้องหาทั้ง2 คน ซึ่งก็มีการพูดคุยตามปกติ หลังจากนั้นสิบเวรก็กลับมานั่งที่โต๊ะ เพื่อกินข้าวเพราะอยู่ระหว่างพักกลางวัน   ต่อมา สิบเวรมาตรวจตามปกติ เห็นผู้ก่อเหตุคือนายนิวัฒน์ นั่งอยู่คนเดียว จึงถามผู้ก่อเหตุว่าอีกคนหายไปไหน จากนั้นนายนิวัฒน์ ชี้ไปที่ส้วม และบอกว่า อยู่ที่ห้องน้ำ สิบเวรจึงเข้าไปตรวจสอบ พบว่า ผู้ต้องหาที่เป็นพลทหารได้เสียชีวิตแล้ว ขณะนี้ได้ตั้งกรรมการสอบผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยกำหนดกรอบเวลา 15 วัน เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้ ได้มีการประชุม เน้นย้ำโดยเฉพาะกรณีที่ควบคุมผู้ต้องหาในห้องควบคุม ไม่ให้เกิดความบกพร่อง ซึ่งเมื่อเกิดเหตุ ต้องให้ผู้ที่รับผิดชอบมา ปฏิบัติราชการก่อน เพื่อสอบวินัย ว่าได้นำคำสั่งไปปฏิบัติติหรือไม่  และตั้งกรรมการสอบทางวินัย ว่าเกิดจากความประมาทของเจ้าหน้าที่ด้วยหรือไม่