ขอนแก่น แฉมิจฉาชีพหลอกทำงานออนไลน์เอาบัตรประชาชนและบัญชีเหยื่อไปหลอกเอาเงิน

217

สองแม่ลูก ถูกตราน่าโกง ขอคำปรึกษายุติธรรมจังหวัดขอนแก่น หลังตกเป็นเหยื่อแกงค์ขายหน้ากากอนามัยและเจลล้างมือ ขณะที่ผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อออกมาแฉให้ข้อมูล เชื่อมีอีกหลายรายตกเป็นเหยื่อถูกหลอกเอาบัญชีและบัตรประชาชนไปใช้หลอกคนอื่น

เมื่อเวลา 15.00 น.วันที่ 15 พฤษภาคม 2563 ที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น นางสาวอุมาพร หรือน้องครีม ขันคำอายุ 17 ปี และนางสมยศ ขันคำ  อายุ 41 ปี มารดา อยู่บ้านเลขที่ 308ม.4 บ้านผาน้ำเที่ยง  ต.บริบูรณ์ อ.สีชมพูจ.ขอนแก่น  เดินทางเข้าพบนางสิริพร น้อยพินิจ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น เพื่อขอคำปรึกษา ในกรณีที่สมัครทำงานผ่านทางโซเชียลโดยเป็นผู้รับโอนเงินเข้าบัญชีและโอนออกไปให้บัญชีที่สาม โดยผู้จ้างงานให้รายได้จากยอดที่โอนเข้าบัญชี 5% และรับทำงานดังกล่าวมาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาจนกระทั่งปลายเดือนเมษายนก็เริ่มเห็นโซเชียล แชร์รูปหน้าตัวเองพร้อมหมายเรียก ทั้งยังมีการกล่าวถึงมารดา และถูกกล่าวหาว่าโกงเงินค่าสินค้า  

น้องครีม กล่าวว่า เดินทางมาที่สำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น ก็เนื่องจากว่า อยากมีที่ปรึกษา เพื่อหาทางออกเนื่องจากสิ่งที่เกิดขึ้นนั้น ทั้งหมดเพียงเพื่อต้องการทำงาน หาเงินมาจุนเจือครอบครัว ไม่คิดจะโกงเงินใคร และคิดว่างานที่ทำ ทำที่บ้าน เลี้ยงลูกไปด้วย ไม่น่าจะมีปัญหาจึงรับทำงาน  โดยมีข้อแม้ว่า การทำงานในครั้งนี้ต้องมอบสำเนาบัตรประชาชนและบัญชีธนาคารให้กับผู้จ้าง จึงได้มอบเลขบัญชีของตัวเองจำนวน 2 บัญชี คือธนาคารออมสินและธนาคารกรุงไทย รวมถึงบัญชี ธกส.ของมารดา มอบให้ผู้จ้างหรือมิจฉาชีพไป แต่เมื่อทุกอย่างบานปลายจนกลายเป็นจำเลยของสังคม ทั้งยังถูกคนอีกจำนวนมากกล่าวหาว่าโกงเงิน ซึ่งในความเป็นจริง ตัวเองก็ถูกกระทำเช่นกัน เพราะเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกให้ทำงาน จึงต้องการมาพบเพื่อขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น และต้องการเปิดเผยขบวนการที่สร้างความเดือดร้อนให้ตัวเองและครอบครัวรวมถึงทุกๆคนที่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพกลุ่มนี้

น้องครีม กล่าวต่ออีกว่า ตอนนี้ได้รวบรวมข้อมูลต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการรับทำงานให้มิจฉาชีพกลุ่มนี้ มามอบให้กับยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น  รวมถึงอยากให้มีการกู้ข้อมูลจากโทรศัพท์หมายเลขเดินที่มีปัญหา เพราะก่อนหน้านี้โทรศัพท์เครื่องเก่าที่ใช้คุยงานกับมิจฉาชีพพัง นำไปซ่อมทำให้ข้อมูลที่พูดคุยกับมิจฉาชีพนั้นหายไปทั้งหมด ขณะนี้จึงเหลือเพียงสเตทเม้น ที่ขอจากธนาคารทั้ง 3 บัญชี และเฟสบุ๊คที่รับสมัครงานรวมถึงบัญชีที่สามหรือบัญชีโกดังที่รับโอนเงินไป มามอบให้เจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น

น้องครีม กล่าวอีกว่า การรับโอนเงินเข้าบัญชีแต่ละครั้ง ผู้จ้างจะแจ้งยอดมาให้ และแจ้งอีกว่าจะต้องโอนเงินเข้าบัญชีโกดังจำนวนเท่าใด ซึ่งในบางครั้งผู้จ้างจะบอกว่า ไม่ต้องโอนเข้าบัญชีโกดัง แต่โอนไปบัญชีอื่น ซึ่งขณะนั้นยังไม่เข้าใจว่า บัญชีอื่นนั้นคือบัญชีใคร กระทั่งเห็นหมายเรียกมาถึงบ้าน จึงติดต่อลับไปยังผู้จ้างงาน ซึ่งได้คำตอบว่า บริษัทแก้ไขปัญหาให้แล้วไม่มีปัญหาอะไร ทุกอย่างยังเป็นปกติ  ให้ทำงานตามเติม  

จากนั้นก็มีการโพสประจานในโซเชียล มีการแชร์ไปจำนวนมาก จึงรู้ว่าถูกหลอกจึงหยุดทำงาน อีกทั้งบัญชีธนาคารก็ถูกอายัดทั้งหมด เมื่อเกิดปัญหา จึงได้พยายามหาข้อมูลของบุคคลที่เป็นผู้เสียหายตามหมายเรียก และเลขบัญชีที่ผู้ว่าจ้างสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีอื่นๆที่ไม่ใช่บัญชีโกดัง รวมถึงการสอบถามกลับไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้ออกหมายเรียกทราบว่า ผู้เสียหาย รายที่แจ้งความ ที่สภ.บางปะอิน ถอนแจ้งความแล้ว จึงเชื่อว่า การที่ผู้จ้างสั่งให้โอนเงินเข้าบัญชีอื่นๆนั้น น่าจะหมายถึงบัญชีของผู้เสียหาย เพราะชื่อเจ้าของบัญชีที่โอนเงินเข้าไปให้นั้นตรงกับชื่อผู้เสียหายที่เป็นผู้กล่าวหา ในหมายเรียก  นอกจากนี้ยังมีอีกบัญชีที่มีความเสียหาย 94,000บาท มีการแจ้งความ ที่ สภ.คูคต และมีการออกหมายเรียกมาที่บ้าน ซึ่งในรายนี้ ชื่อผู้กล่าวหา ตรงกับชื่อบัญชีธนาคาร ที่มีการโอนเงินเข้าไปให้ แต่โอนไม่ครบเพราะเกิดเรื่องก่อน จากนั้นผู้เสียหายก็นำเรื่องราวมาโพสในโซเชียลในกลุ่มคนอำเภอสีชมพู 

“ เรื่องราวปรากฏออกมาเช่นนี้ ไม่ได้ปัดความรับผิดชอบ เพราะตัวเองอยากทำงานอยากมีรายได้ มีผู้จ้างงาน ก็จะมีรายได้จากการทำงาน แต่กลับกลายเป็นว่างานที่ทำเป็นการโกงเงินคนอื่นมา ก็เสียใจเพราะถ้ารู้ว่าจะเป็นแบบนี้ คงไม่ทำ เพราะนอกจากตัวเองจะเดือดร้อนแล้ว มารดาก็ต้องมารับผิดชอบด้วย คนที่ถูกโกงเงินก็เดือดร้อนด้วย เสมือนว่าตอนนี้ครอบครัวเป็นจำเลยของสังคม จึงอยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้คำปรึกษา หาทางออกให้ด้วย เพราะเจตนาที่ทำงานเพียงเพื่ออยากได้เงินมาเลี้ยงตัวเอง เลี้ยงครอบครัว  ซึ่งเมื่อเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดแล้วก็สบายใจขึ้น มีทางออกมากขึ้น”

นางสิริพร น้อยพินิจ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น

ทางด้าน นางสิริพร น้อยพินิจ ผู้อำนวยการสำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น กล่าวภายหลังทราบเรื่องราวทั้งหมดว่า  จากที่ได้ฟังมา ส่วนหนึ่งต้องบอกว่าน้องก็มีความผิด แต่ความผิดนั้น เกิดขึ้นจากความตั้งใจหรือไม่ ในเบื้องต้น ต้องให้น้องได้พิสูจน์ตัวเองก่อน ซึ่งกระบวนการในจุดนี้ น้องและมารดาต้องให้ความร่วมมือกับพนักงานสอบสวน ตามกระบวนการสอบสวน  ซึ่งทราบว่ามารดาน้อง ต้องไปพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียกพยานในวันที่ 22 พ.ค.ที่จะถึงนี้ แต่ในปัจจุบันอยู่ในช่วงการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 การเดินทางไปมาระหว่างบ้านพักกับสถานีตำรวจที่ออกหมายเรียกมานั้นอาจจะไม่เหมะสม จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ยุติธรรมจังหวัดประสานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ออกหมายเรียกว่า ให้ส่งประเด็นที่ต้องสอบสวนมายังพนักงานสอบสวน สภ.สีชมพู จังหวัดขอนแก่น ซึ่งเป็นสถานีตำรวจในภูมิลำเนาของพยาน และทำหนังสือประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจสภ.สีชมพู ให้รับแจ้งความ กรณีของน้องครีม ที่ตกเป็นเหยื่องของมิจฉาชีพที่จ้างงานทางโซเชียล ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเข้าสู่กระบวนการสอบสวน เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของน้องครีมและครอบครัวได้ และหากทุกอย่างเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล น้องครีมและครอบครัวยังต้องการความช่วยเหลือทางกฏหมาย สำนักงานยุติธรรมจังหวัดขอนแก่น ก็มีนักกฎหมาย พร้อมให้คำปรึกษาในทุกกรณี

ในขณะที่หลังจากมีข่าวของน้องครีมออกไป ก็มีบุคคลที่เคยทำงานเช่นเดียวกับน้องครีม ชาวจังหวัดนครนกยกชื่อว่านางสาวนุ่ม(นามสมมุติ) อายุ 23 ปี ให้มูลกับกับผู้สื่อข่าวว่า เคยสมัครงานและทำหน้าที่เหมือนน้องครีม และยังเป็นคนที่โอนเงินต่อไปยังบัญชีของน้องครีมตั้งแต่หลักพันถึงหลักหมื่นบาท ส่งข้อมูลและเปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า หลังจากที่เห็นข่าวของน้องครีมก็ทราบทันทีว่าต้องเป็นจำเลยโดยที่ไม่รู้เรื่องเหมือนกันตนเอง ซึ่งตนเองก็มีภาระเหมือนกับน้องครีมโดยเลี้ยงลูกอยู่ที่บ้าน จึงหางานออนไลน์ กระทั่งเปิดดูในเฟซบุ๊กและพบว่า ในกลุ่มเฟซบุ๊กชื่อ “รายได้เสริม งานออนไลน์  ทำงานผ่านเน็ต ผ่านมือถือ โพสต์ฟรี” มีผู้ใช้เฟซบุ๊กที่ชื่อ “ซี ซาย” โพสต์หาคนมาสมัครงานออนไลน์โดยระบุว่า “ใครมีแอปโอนเงินในมือถือ ธนาคารอะไรก็ได้ ทักมาให้บัญชีละ 200 บาท”เมื่อวันที่ 30 มี.ค.2563 ตนเองจึงสนใจและเข้าไปสอบถามโดยคนโพสต์บอกว่าเป็นงานรับโอนยอดเข้าโกดังใหญ่ หากยอดโอนเข้าบัญชีต่ำกว่า 2,000 บาท ได้เงินตอบแทนครั้ง 50 บาท และหากมากกว่า 2,000 บาท ได้รับค่าตอบแทนครั้ง 100 บาท ตนเองจึงตกลงทำงานโดยทางผู้โพตส์ได้ขอหลักฐานการสมัครงานเป็นภาพบัตรประชาชนและบัญชีธนาคาร ตนเองจึงให้ไป ซึ่งหลังจากที่สมัครไปก็เริ่มมียอดเงินโอนเข้าบัญชีทันที ตั้งแต่หลักพันจนถึงหลักหมื่น โดยจะต้องโอนเงินต่อเข้าบัญชีของน.ส.อุมาพร ขันคำ หรือน้องครีมที่ปรากฎเป็นข่าวขึ้นมา ซึ่งเห็นว่ารายได้ดีก็ทำต่อไปเรื่อยๆ กระทั่งผ่านไปประมาณช่วงกลางเดือนเมษายน ผู้โพสต์เริ่มหาย ตอบแชทข้อความช้า ซึ่งตนเองก้ไม่ได้เอะใจอะไรคิดว่าคงงานเยอะ แต่พอมีคนอื่นๆที่ใช้เฟซบุ๊กทักมาทวงเงิน หาว่าตนเองโกง โอนเงินให้แล้วไม่ได้รับสินค้า ตนเองก็เริ่มไม่สบายใจจึงได้สอบถามไปยังผู้โพสต์ ว่ามีคนมาทวงเงินและหาว่าโกงเงิน และมีหลายรายเข้าแจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในหลายพื้นที่ ตนเองจึงทักไปหาผู้โพสต์เพื่อให้โอนเงินคืนให้ ซึ่งผู้โพสต์ก็ทยอยคืนให้จนครบสำหรับผู้ที่มาทวงเงิน และถอนแจ้งความไปตนเองจึงเลิกทำงานดังกล่าว โดยได้อายัดบัญชีธนาคารทันที กระทั่งเห็นข่าวของน้องครีมปรากฏออกมาจึงอยากออกมาเปิดเผยเพื่อให้สังคมได้เข้าใจว่า น้องครีมไม่ใช่มิจฉาชีพที่จะไปหลอกเอาเงิน แต่โดนใช้บัญชีไปทำการโกงเงินคนอื่นๆเหมือนอย่างที่ตนเองเคยทำ ตนเองก็โชคดีหน่อยที่สามารถเคลียร์กับผู้เสียหายได้จนหมด