ขอนแก่น (ชมคลิป)อดีตครูแจ้งความเงินในบัญชีหาย3แสน พบมีคนปลอมลายเซ็นถอนไป

158

อดีตครูชำนาญการพิเศษระดับ 8 โร่แจ้งความกับตำรวจ หลังเงินในบัญชีธนาคารหายไปร่วม 3 แสนบาท ซึ่งเป็นเงินบำเหน็จตกทอดที่กรมบัญชีกลางโอนเงินเข้าในบัญชีให้ ตรวจสอบเบื้องต้นพบพิรุธในใบถอนเงิน ทั้งตัวหนังสือ ลายเซ็นต์ ตัวเลขของจำนวนเงิน และวันที่ไม่ตรงกัน ลักษณะเป็นการปลอมแปลงลายเซ็น ผกก.สภ.หนองเรือสั่งตรวจสอบอย่างละเอียด

เมื่อเวลา 11.00 น.วันที่ 22 พฤษภาคม 63 ที่สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น นายทองอินทร์ เวหา อายุ 66 ปี  อยู่บ้านเลขที่ 26 ม.14 ต.ในเมือง อ.เวียงเก่า จ.ขอนแก่น พร้อมลูกชายและลูกสะใภ้ เดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ จ.ขอนแก่น  และพ.ต.ท.บรรลุ สินนา สว.(สอบสวน) สภ.หนองเรือ เพื่อมอบหลักฐาน ซึ่งเป็นเอกสาร สเตทเม้นท์ของธนาคารกรุงไทย สาขาหนองเรือ พร้อมทั้งให้ปากคำกรณีเงินในบัญชีธนาคารหายไปร่วม 3 แสนบาท

ซึ่งภายหลังจากนายทองอินทร์เข้าพบพนักงานสอบสวน ได้เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเองเคยรับราชการครู ในตำแหน่งล่าสุดคือ ครูชำนาญการพิเศษระดับ 8  สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 ( สพป.ขอนแก่น เขต5) แต่ในปี พ.ศ. 2554 ได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ และในขณะที่เข้ารับหนังสืออนุมัติการลาออก ที่ สพป.ขอนแก่น เขต 5 มีเจ้าหน้าที่ประจำสำนักงานแจ้งว่า เมื่อลาออกจากราชการแล้ว เมื่ออายุครบ 65 ปี จะได้รับเงินบำเหน็จตกทอดประมาณ 2 แสนบาท จึงได้จำคำที่เจ้าหน้าที่แจ้งไว้เพื่อรอเช็คสมุดบัญชี

ต่อมาเมื่ออายุครบ 65 ปีย่างเข้า 66 ปี จึงได้เดินทางไปที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาขอนแก่น เขต 5 ในวันที่ 28 เมษายน 2563 ที่ผ่านมา เพื่อสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงเงินบำเหน็จตกทอด ซึ่งเจ้าหน้าที่แจ้งว่า เงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000 บาท โดยกรมบัญชีกลางโอนเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว ตั้งแต่วันที่ 9 เดือนกันยายน พ.ศ. 2554 และเจ้าหน้าที่รายดังกล่าวยังได้เปิดให้ดูรายละเอียดการรับโอนเงินเข้าบัญชีจากกรมบัญชีกลาง จึงทำให้รู้ว่ามีเงินบำเหน็จตกทอดจำนวน 200,000บาท เข้าบัญชีตัวเองจริง แต่พบว่าตัวเองไม่ได้เงินแม้แต่บาทเดียว เจ้าหน้าที่จึงให้ไปขอสเตทเม้นท์และตรวจสอบที่ธนาคารกรุงไทยสาขาหนองเรือ เพื่อจะได้ทราบข้อเท็จจริงของเงินที่โอนเข้าบัญชีถึงเส้นทางการเงิน

เมื่อไปที่ธนาคาร และขอสเตทเม้นท์ ก็พบเงินเข้าบัญชีจริง แต่มีการเบิกเงินออกจากบัญชีผ่านการกดเอทีเอ็ม วันที่ 9 กันยายน พ.ศ.2554 จำนวน 2 ครั้ง วันที่ 10 กันยายน ปี 2554 จำนวน 2 ครั้งๆละ 20,000บาท เป็นเงิน 80,000 บาท ต่อมาวันที่ 23 กันยายน ปี 2554 กรมบัญชีกลาง โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 81,756.00 บาท และในวันเดียวกันก็มีการถอนเงินจำนวน 120,000 บาท โดยการเขียนใบถอนเงินจากธนาคาร ลงวันที่ 3 กันยายน 2554 แต่ประทับตราอนุมัติจ่ายเงินวันที่ 23 กันยายน 2554 ซึ่งยังมีข้อพิรุธอีหลายจุด ทั้งจำนวนตัวเลขที่เขียนเป็นตัวเลขอารบิก 120,000 บาท แต่เขียนเป็นตัวหนังสือภาษาไทยว่า หนึ่งแสนสองพันบาทถ้วน และลายเซ็นที่เซ็นต์ก็ไม่ใช่ลายเซ็นของตัวเอง รวมทั้งเอกสารบัตรที่ใช้ประกอบการถอนก็เป็นใบขับขี่ซึ่งตนเองไม่เคยใช้ใบขับขี่ในการถอนเงิน จากนั้นยังพบว่าวันที่ 21ตุลาคม ปี 2554 กรมบัญชีกลางได้โอนเงินเข้าบัญชี จำนวน 16,351.20 บาท  จึงได้สอบถามกับทางธนาคาร ถึงการเบิกเงินทั้งการกดเอทีเอ็ม และการเขียนใบเบิกว่า มีการเบิกถอนได้อย่างไร เจ้าหน้าที่ธนาคารแจ้งว่า มีการกดเอทีเอ็มและโอนเงินเข้าบัญชีของ นางชื่นจิตร บรรทะโกอายุ 38 ปี ซึ่งก็คือลูกสะใภ้ ที่ทำงานรับราชการอยู่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเมื่อทราบข้อมูลจากธนาคาร จึงได้แจ้งปัญหาให้ลูกชายและลูกสะใภ้ ที่จังหวัดอุบลราชธานีทราบเรื่อง และมาพบพนักงานสอบสวนเพื่อให้ปากคำในครั้งนี้ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ธนาคารขอร้องไม่ให้แจ้งความ และรับปากว่าจะตรวจสอบให้  แต่เจ้าหน้าที่บางคนบอกว่า ให้แจ้งความ เพื่อจะได้มีการตรวจสอบที่ไปของเงินที่หายจากบัญชีธนาคารจึงได้เข้าแจ้งความดังกล่าว

ด้าน  พ.ต.อ.ภพกร กวินโยธิน ผกก.สภ.หนองเรือ กล่าวหลังจากทราบรายละเอียด ว่า ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสอบสวน  ทำการสอบปากคำนายทองอินทร์ เวหา อายุ 66 ปี ผู้เสียหายและให้ทำหนังสือถึง ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5 เพื่อขอสอบปากคำเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชี และขอทราบรายละเอียดขั้นตอนการจ่ายเงินบำเหน็จตกทอดที่กรมบัญชีกลางให้กับบุคลากรที่ลาออกจากราชการ จากนั้นให้ทำการสอบปากคำสมุห์บัญชี และผู้จัดการธนาคารกรุงไทยสาขาหนองเรือ รวมถึงสอบปากคำเจ้าหน้าที่ธนาคาร ซึ่งเป็นเจ้าของลายเซ็นในใบถอนเงิน เนื่องจากว่า วันที่ไม่ตรงกัน,จำนวนเงินที่เขียนเป็นตัวหนังสือกับตัวเลขไม่ตรงกัน และการถอนเงินก็เป็นการใช้เอกสารที่เป็นใบขับขี่รถยนต์  ซึ่งการตรวจสอบตามเอกสารที่ผู้เสียหายได้มาจากธนาคาร ในเบื้องต้นพบว่า กดเอทีเอ็ม โอนเงินเข้าบัญชี 301034 314006  ซึ่งเป็นบัญชีเดียวกัน   ตู้เอทีเอ็ม สาขา 428 รวม 4 ครั้ง  ทั้งหมดนี้ได้สั่งการให้พนักงานสอบสวน ทำการตรวจสอบไทม์ไลน์ที่มาที่ไปของเงินในบัญชีของผู้เสียหาย เมื่อรายละเอียดครบถ้วนก็น่าจะได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่าเส้นทางการเงินในบัญชีของนายทองอินทร์ เป็นมายังไงมีความผิดพลาดหรือข้อเท็จจริงตรงไหนบ้างก็จะได้ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ทางด้าน นางชื่นจิตร บรรทะโก อายุ 38 ปี ลูกสะใภ้ของผู้เสียหาย ซึ่งเดินทางมาให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน เปิดเผยว่า  รับราชการฝ่ายจัดเก็บรายได้ประจำ อบต.แห่งหนึ่งในจังหวัดอุบลราชธานี มีสมุดบัญชีหลายธนาคาร แต่ไม่มีบัญชีที่ตรงกับบัญชีที่มีการโอนเงินเข้า เมื่อทราบเรื่องจากบิดา ก็ลาราชการเพื่อเดินทางมาให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และยินดีให้ตรวจสอบบัญชีธนาคารทุกธนาคาร ในขณะเดียวกันก็อยากให้มีการตรวจสอบ สอบสวนหาตัวคนที่ทำการเบิก ถอนเงินของบิดามาดำเนินการตามกฎหมายด้วย